ความพอเพียง #1
เขียนโดย เศรษฐี สกุลดี
เมื่อผู้ใดดำรงชีพอย่าง “ พอเพียง ” ก็เท่ากับเขาได้ถึงแล้วซึ่งความสุขในโลกนี้
เพราะความพอเพียงนั้นเป็นส่วนหนึ่งจากการ “ ซอบัร ” (การยับยั้งชั่งใจอดกลั้นขันติ)
และความพอเพียงที่แท้จริงนั้นมีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กันอย่างกว้างขวาง
เมื่อผมมีเงินญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงมาขอยืม ด้วยความเกรงใจสงสารเขาจึงให้
เขาหยิบยืมไป ความจริงเรื่องเงินนั้นไม่อยากให้ใครมาหยิบยืมเลย...มันเป็นของบาดใจ
เพราะว่าเมื่อยืมไปแล้วน้อยรายนักจะมาใช้คืนให้ตามสัญญา และมากต่อมากรายมาแล้ว
จะหายหน้าสาบสูญไปเลย ยังมีบางคนมาทำตนเป็นศัตรูเสียอีก
เมื่อไปทวงถามก็ท้าตีท้าต่อย ว่าใจดำจะรีดเลือดจากปู
สำหรับผมนั้นจะให้ใครยืมเงินก็ดูที่เป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงกันจริงๆ
เมื่อให้ยืมไปแล้วก็แล้วกัน ไม่เคยตามไปทวงคืนเลย ถ้าเขามีก็ให้เขามาใช้เอง
“ เรื่องอะไรกัน.. ให้เงินยืมไปแล้วยังต้องลำบากไปตามทวงคืนอีก ”
ถ้าเขาจะไม่ใช้คืนก็ช่างเขา ไม่ไปทะเลาะท้าตีท้าต่อยหรอก
เสียเงินแล้วจะต้องมาเสียใจอีกหรือ...?
คิดเสียว่าเมื่อตอนที่เราให้เขายืมเงินไปนั้นเพราะเราสงสารที่เขากำลังเดือดร้อน..
หรือหนีร้อนมาพึ่งเย็น เมื่อครบสัญญาแล้วเขายังไม่มีเงินมาใช้คืน
เราจะไปทวงเงินคืนทำไม...ก็เหมือนเราเอาความทุกข์ร้อนที่เรารับฝากไว้...
คืนกลับไปให้เขานั่นเอง
เมื่อผมเป็นเด็กเคยฟังนิทานเรื่องห่านตัวหนึ่งไข่ออกมาเป็นทองคำวันละหนึ่งฟอง
แต่เจ้าของเห็นว่าช้าไม่ทันใจ...อยากได้ทองทั้งหมดที่มีอยู่ในท้องห่าน
จึงชวนกันผ่าท้องห่านเพื่อเอาทองคำมาแบ่งกัน...
แล้วห่านก็ตาย ไข่อ่อนที่อยู่ในท้องห่านก็ยังไม่สุกเป็นทองคำ
มิหนำซ้ำเมื่อห่านตายไปแล้ว ต่อไปเขาก็ไม่มีห่านที่จะไข่ออกมา
เป็นทองคำให้เขาอีก ผู้เล่านิทานสรุปให้ฟังว่า “ โลภมากลาภหาย ไม่รู้จักพอเพียง ”
นิทานเรื่องนี้ผมฟังแล้วฟังอีกไม่รู้จักเบื่อ เพราะคนเล่าก็ไม่มีนิทานใหม่ๆ
มาเล่าให้เปลี่ยนอารมณ์ได้อีก เราจึงสนุกสนานเบิกบานกันไปตามยุคตามสมัย..
ความพอเพียงจึงกุดอยู่ในระดับต้น ๆก็นับว่าเป็นสุขเหลือเกินแล้ว
ถ้าวันไหนได้ไปดูหนังกลางแปลงที่อำเภอก็เป็นสุดยอดของความสนุก
เราเคยชินกันอย่างนั้นจึงไม่รู้สึกว่าชีวิตเราแห้งแล้งหงอยเหงาอย่างไรเลย
ถ้าจะให้เราบันเทิงอยู่กับนิทานเพียงเรื่องเดียวจนตลอดชีวิตคงไม่ไหวแน่
พวกเราจึงได้รับความเพลิดเพลินจากการเรียนศาสนาให้รู้จักหะลาลและหะรอม
ได้รู้จักประวัตศาสตร์...บรรดา...นบีทั้งหลายและบุคลสำคัญอีกมาก
เรามีกรอบขอบเขตในการดำเนินชีวิต...ที่เคลื่อนไหวกันอย่างมีเหตุผล
ไม่มีการเติมเสริมแต่งที่พวกเรายังจดจำกันได้ถึงทุกวันนี้
ถ้าเรียนศาสนาได้มากก็จะควบคุมจริยธรรมความประพฤติเป็นที่ยอมรับในสังคมทั่วไป
การบริโภคสิ่งลามกอนาจารจึงเป็นเรื่องน่าอับอาย.จะไม่มีใครประพฤติ
นอกจากคนที่ไม่มีความอายกับสามัญสำนึกของตัวเอง
เพราะความบันเทิงก็เป็นสิ่งเสพติดอย่างหนึ่งที่ต้องเพิ่มรสชาติให้มากขึ้นเรื่อยๆ
จาก โป๊วับ ๆวอมแวมเป็นโป๊เปลือยมากขึ้น ที่เคยแสดงในปีนี้ได้รับความนิยมยอดเยี่ยม
ถ้าเอาไปแสดงในปีต่อไปก็ล้าสมัยไม่มีคนชม...จึงต้องปรุงแต่งแข่งขันให้ร้อนเด็ดเผ็ดมันยิ่งขึ้น
ให้ทันกับความพอใจผู้บริโภค การบันเทิงจึงไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่
แม้แต่แฟชั่นการแต่งกายของสตรีเพศ ก็แข่งขันกันดึงดูดความสนใจให้ชายมอง
ซึ่งทุกส่วนของร่างกายของหญิงนั้นล้วนน่ามองทั้งนั้น แต่เธอก็ยังแข่งขันกันทำให้
เสื้อผ้าเว้าๆ แหว่งๆ อวดโฉมกันอย่างท้าทาย จนความละอายอันเป็น
คุณสมบัติของกุลสตรีหมดไป
ความพอเพียงของแต่ละคนจึงมีเพดานไม่เหมือนกัน สตรีมุสลิมนั้นถูกศาสนาบังคับไว้เลยว่า “
โชว์ได้เพียงใบหน้าและฝ่ามือเท่านั้น... นอกนั้นต้องคลุมผ้าให้มิดชิด ”
จึงไม่มีปัญหาเรื่องบัดสีบัดเถลิงให้ต้องปวดหัว แต่ก็มีไม่น้อยนะครับที่ดื้อดึงทะลุเพดานเขตห้ามกวง
เราก็ว่าอะไรเขาไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายบังคับเหมือนซาอุฯ
เมื่อผมขึ้นรถไฟไปปักษ์ไต้ บนรถไฟมีผู้โดยสารมากจนไม่มีที่นั่งแม้ที่ยีนก็เกือบไม่มี
ยืนอยู่เป็นชั่วโมงก็ไม่มีใครลง คนที่เขาลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำเขาก็เอาหีบห่อมาวางกันที่นั่งไว้...
แล้วยังฝากคนที่นั่งติดกันคอยดูแลที่นั่งให้ด้วย เหมือนเขากลัวที่นั่งจะหายมากกว่า
หีบห่อของเขาจะหายไปเสียอีก
หน้าถัดไป
|